วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาประชากร 1


ปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจ
  1. ประชากรขาดการศึกษาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อปรับปรุงและเพิมผลผลิตทางการเกษตร
  2. ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่เฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 6 คน ทำให้ไม่สามารถเก็บออมได้
  3. คนว่างงานเพิ่มมากขึ้นเพราะการเกิดมาก แต่มีงานจำกัด ก่อให้เกิดการว่างงานและแย่งงาน เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ
  4. ขนาดที่ดินทำกินมีขนาดลดลง เพราะเด็กเกิดมาก
  5. วัยทำงานมีน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรในการเลี้ยงดู
  6. การอุปโภคบริโภคภายในประเทศมีสูงขึ้น ทำให้การส่งสินค้าออกลดน้อยลง ต้องสั่งสินค้าเข้าเิ่พิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเสียดุลการค้า
  7. อิทธิพลของระบบการเมืองต่อเศษฐกิจ ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น
ปัญหาการศึกษา
  1. คุณภาพของครูอาจารย์จำนวนมากยังไม่ดีพอ ทั้งในลักษณะทางวิชาการ การสอน และสังคม
  2. การกระจายครูอาจารย์ที่มีคุณภาพดีไม่ทั่วถึง ไม่มีสัดส่วน ครูที่ดีมักจะสอนในเมืองที่มีความเจริญมีสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว
  3. นักเรียนออกจากโรงเรียนกลางคัน เช่น สอบตก ออกไปช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพ ทำให้เด็กส่วนหนึ่งไม่ได้เล่าเรียนดีเท่าที่รัฐมีกฎหมายบังคับ
  4. อิทธิำพลของการเมืองต่อระบบการศึกษา ทำให้การศึกษาเปลี่ยนทิศทาง
ปัญหาสังคม
  1. แหล่งสังคมเสื่อมโทรมในสังคมเมือง เช่น ในกรุงเทพฯ ก่อให้เกิดการไร้การศึกษา อาชญากรรม และขาดศีลธรรม
  2. การบริการทางการแพทย์ สาธารณสุข ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ขากมาตรฐาน และ ไม่เพียงพอ ต่อการเพิ่มขึ้นของประชากร
  3. การย้ายถิ่นเข้ามาทำกินในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาการหลอกหลวง สุขภาพ การศึกษาของบุตร การทำงานหนักเกินไป
  4. การไม่เคร่งในการเคราพกฎหมาย เพราะต้องทำงานแข่งเวลา
  5. เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การเงินไม่ดี แต่มนุษย์จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่รอดให้ได้ มนุษย์จึงทำทุกอย่างเพื่อนให้ได้เงินมาดำรงชีวิต ปัญหาต่างๆจึงเกิดมานานัปการ
  6. การขาดหลักประกันทางสังคม เช่น การประกันทางสุขภาพ
  7. ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คนรวยยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนจนยิ่งจนลงก่อให้เกิดการแตกแยกและเกิดการแบ่งชนชั้นขึ้น

ที่มา : อ.น้ำผึ้ง ท่าคล่อง รายวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยเชิงวิเคราะห์,2556


วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาจราจร

 สาเหตุของปัญหา
  1. สภาพและลักษณะของถนน        
    ภาพจาก www.matichon.co.th
  2. ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เพียงพอ
  3. การปฎิบัติผิดกฎหมายของผู้ใช้รถใช้ถนน
  4. คุณภาพรถจำนวนมากต่ำกว่ามาตรฐาน
  5. พ่อค้าแม่ค้ากีดขวางทางจราจร
  6. ยานพาหนะมีจำนวนมากขึ้น
  7. เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
  8. ความรีบเร่งในการใช้ถนน
  9. ขาดคุณธรรม จริธรรม 

สถานการณ์ปัจจุบัน
  1. ถนนชำรุด ขรุขระไม่สะดวก
  2. ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้
  3. จราจรติดขัดในชุมชนเมือง
  4. ไม่เคราพกฎจราจร
    ภาพจาก www.thairath.co.th
  5. จอดรถกีดขวางทางจราจร
  6. มีอุบัติเหตุเกินขึ้น
  7. ประชากรเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  8. การเร่งรีบในการใช้ถถนของแต่ละคน
  9. การขับรถย้อนศร
  10. ไม่มีน้ำใจในการขับรถ
 แนวทางในการแก้ไขปัญหา
  1. ซ่อมแซมหรือปรับปรุงถนนให้ดีขึ้น
  2. เพิ่มพื้นที่ถนนให้มากขึ้น
  3. กวดขันวินัยการจราจร
  4. สนับสนุนการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
  5. ติดตั้งกล้อง CCTV เฝ้าติดตามดูสถานการณ์การจราจร
  6. ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น
    ขอบคุณภาพจาก www.tv5.co.th
  7. ส่งเสริมการใช้รถจักรยาน 
  8. ส่งเสริมการเข้าอบรบวินัยจราจร
  9. ส่งเสริมมารยาทในการใช้รถใช้ถนน
  10. จัดระบบการขนส่งมวลชนให้มีคุณภาพ





วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาความยากจน

สาเหตุ
  1. การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร
  2. การศึกษา เช่น การศึกษาต่ำ ไร้การศึกษา
  3. รายได้ต่ำ
  4. การประกอบอาชีพเกษตรกรรม
  5. มีอาชีพรายได้ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน เช่น กรรมกร รับจ้าง
  6. มีบุตรมากเกินไป
  7. การว่างงาน
  8. พื้นฐานจากนิสัย เช่น เกียจคร้าน ไม่มีความอดทน
  9. ขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี
สถานการณ์ปัจจุบัน
  1. คนจนเพิ่มมากขึ้น
  2. คนว่างงานเพิ่มมากขึ้น
  3. เศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของแพง
  4. การจัดสรรที่ทำกินไม่เพียงพอต่อประชาชน
  5. รายจ่ายมากกว่ารายได้
  6. ขาดการวางแผนครอบครัว
  7. ใช้เทคโนโลยีมากกว่าใช้แรงงานคน
  8. ประชาชนมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น
  9. กู้เงินนอกระบบ
  10. ปัญหาความยากจนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาขอทาน
แนวทางการแก้ไขปัญหา
  1. พัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญและมั่นคง
  2. พัฒนาคุณภาพประชากร
  3. สร้างงานในชุมชน
  4. ฝึกอาชีพให้กับประชาชน
  5. การวางแผนครอบครัว
  6. การทำบัญชีครัวเรือน
  7. ขยายโอกาสให้เข้ารับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ
  8. ภาครัฐและเอกชนเข้ามาแก้ไขและช่วยเหลือร่วมกัน
  9. ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
  10. ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มา : อ.น้ำผึ้ง ท่าคล่อง รายวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยเชิงวิเคราะห์,2556

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การปฏิวัติและรัฐประหาร

      การปฏิวัติ (revolution) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม

      รัฐประหาร หรือ การรัฐประหาร (ฝรั่งเศส: coup d'état กูเดตา) หมายถึง การล้มล้างรัฐบาลผู้บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครองหรือทั้งรัฐ และไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือเกิดเหตุนองเลือดเสมอไป เช่นหากกลุ่มทหารอ้างว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศชาติผิดพลาด และจำเป็นต้องบังคับให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ จึงใช้กำลังบังคับให้ออกจากตำแหน่ง โดยประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ หรือประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายในเวลาที่กำหนด ลักษณะนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการก่อรัฐประหาร โดยในวิชาการพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นสาขาวิชาทางรัฐศาสตร์ จะถือว่าการรัฐประหาร มิใช่วิธีทางของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และถือเป็นความเสื่อมทางการเมือง (political decay) แบบหนึ่ง ทั้งนี้ หากความพยายามในการก่อรัฐประหาร ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ก่อการมักถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ
     
     นิยาม
     คณะรัฐประหารของไทยที่ก่อการสำเร็จ มักจะเรียกตนเองหลังก่อการว่า "คณะปฏิรูป" หรือ "คณะปฏิวัติ" เพื่อให้มีความหมายไปในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอว่าการ "ปฏิวัติ" หรือ "อภิวัฒน์" (revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองนั้น เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงครั้งเดียว จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monachy) เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนพ.ศ. 2475 แต่ความเห็นอีกด้านหนึ่งกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะผสมผสาน ระหว่างการปฏิวัติกับการรัฐประหาร เนื่องจากมีการใช้กำลังทหาร ในการควบคุมบังคับ เพื่อระงับอำนาจของรัฐบาล ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
     ผู้ก่อการรัฐประหารในประเทศไทยเป็นผลสำเร็จ ล้วนแต่มาจากฝ่ายทหารบกทั้งสิ้น ส่วนทหารเรือเคยพยายามก่อรัฐประหารมาแล้ว ในกรณีกบฏวังหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2492 และกบฏแมนฮัตตัน เมื่อปีพ.ศ. 2494 แต่กระทำการไม่สำเร็จ แล้วหลังจากนั้น ทหารเรือก็เสียอำนาจในการเมืองไทยไป




ที่มา : http://www.sisakettoday.com รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549
        : ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏ โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ ,วันที่ 1 ตุลาคม 2549

ส.ว. คือใคร มีหน้าที่อะไร

     สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ทั้งประเทศมีจำนวน 150 คน ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 6 ปี โดยห้ามเป็น 2 วาระติดต่อกัน มีที่มา 2 แบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง และการสรรหา      
      
     ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีจำนวน 76 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละ จังหวัดๆ ละ 1 คน  ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนน เลือกผู้สมัครได้เพียงหมายเลขเดียว ผู้ที่ได้รับคะแนน สูงสุด จะได้รับเลือกเป็น ส.ว. ของแต่ละจังหวัด . 

     ส.ว.ที่มาจากการสรรหา  มีจำนวน 74 คน ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะดำเนินการสรรหา ส.ว. จำนวนดังกล่าวจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา

อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.
      1. การกลั่นกรองกฎหมาย 
ส.ว.มีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมายโดยสามารถแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของสภา
ผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้การออกกฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
     2. การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน 
หน้าที่ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลโดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีหรือตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษา
งานด้านต่างๆให้มีการตรวจสอบฝ่ายบริหารเพื่อให้มีข้อสังเกตคำแนะนำและกระตุ้นเตือนรัฐบาลรวมทั้ง
การแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาล
      3. การเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบ
 กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่เลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆโดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น     คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
     4. การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง 
วุฒิสภามีอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่ดำรง ตำแหน่งระดับสูงทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ เป็นไปด้วยความระมัดระวัง และเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

 คุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว.
  1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
  3. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
  4. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
  5. เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
  6. เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
  7. เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา
  8. เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ น้อยกว่าสองปี 
มาตรา126 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
  1. เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
  2. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วยังไม่เกินหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
  3. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง
มาตรา 109 ใครที่มีลักษณะอย่างนี้ ห้ามมาสมัคร
  1. ติดยาเสพติดให้โทษ
  2. เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี
  3. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 106 (1)(2) หรือ (4) 
     มาตรา 106 ใครที่มีลักษณะอย่างนี้ ห้ามมาสมัคร
  1. วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
  2. เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  3. อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
มาตรา 109 (ต่อ)
  1. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
  2. เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
  3. เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
  4. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  5. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง
  6. เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  7. เป็นสมาชิกวุฒิสภา
  8. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
  9. เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
  10. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 295
  11. เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา 307 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งและยังไม่พ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
ที่มา : http://www.senate.go.th

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ส.ส. คืออะไร?

ส.ส. ย่อมาจากคำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  
      

     สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. คือ เป็นตัวแทนของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา
     ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด 500 คน และแบ่งการได้มาออกเป็น รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จำนวน 375 คน และรูปแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง โดยให้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 125 คน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรูปแบบนี้ เป็นไปตามการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ทั้งนี้ อายุของสภาผู้แทนราษฎร มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง
 
คุณสมบัติ
  1. มีสัญชาติไทย
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
  3. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
  4. ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
  • มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
  • เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
  • เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา
  • เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
  • ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (4) ด้วย แต่ลักษณะดังกล่าวในกรณีใดที่กำหนดถึงจังหวัด ให้หมายถึงกลุ่มจังหวัด
  • คุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ลักษณะต้องห้าม
  1. ติดยาเสพติดให้โทษ
  2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
  3. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 100 (1) (2) หรือ (4)
  4. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
  5. เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
  6. เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
  7. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  8. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง
  9. เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  10. เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปี
  11. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
  12. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  13. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 263
  14. เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
อำนาจหน้าที่
  1. บทบาทในสภา
  2. อำนาจในการตรากฎหมาย
     การตราพระราชบัญญัติ คือ กระบวนการหรือขั้นตอนในการเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

      1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  • ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  • คณะรัฐมนตรี
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
  • ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
  • การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  • ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงให้วุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความไม่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นอันตกไป
     2) พระราชบัญญัติ
  • ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ
  • คณะรัฐมนตรี
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน โดยไม่ต้องให้พรรคการเมือง ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นสังกัดมีมติให้เสนอได้
  • ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน
  • การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
  • ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงให้วุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป



ที่มา :http://www.parliament.go.th  สภาผู้แทนราษฎร
            http://news.voicetv.co.th/

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นักการเมือง

     นักการเมือง(politician) (ภาษากรีก "polis")

     
นักการเมืองหรือผู้ปฏิบัติงานทางการเมือง คือ บุคคลผู้อาสาเข้าทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติในด้านกิจกรรมทางการเมือง เพื่อยังความยุติธรรมและสันติให้แก่สังคมและพิทักษ์ผลประโยชน์พร้อมกับยังความสมบูรณ์พูลสุขให้แก่ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยยึดอุดมคติว่า "เสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม"  และ  "เหนือสิ่งอื่นใดคือชาติและเหนือชาติคือมนุษยชาติ" ซึ่งรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรี,สมาชิกรัฐสภาที่ได้อำราจมาจาก การเลือกตั้ง รัฐประหาร การเลือกตั้งฉ้อโกง หรือวิธีการอื่นๆ
       
     นักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบัติ 5 ประการดังต่อไปนี้
     
     ประการแรก  นักการเมืองผู้นั้นต้องมีความผูกพันทางอุดมการณ์ (Ideological Commitment) โดยในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีความเชื่อและศรัทธาในระบบประชาธิปไตย มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย และต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นกรรมวิธี (means) เพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง และขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่มีเป้าหมายบั้นปลาย (end) ที่มีคุณค่าในตัวของมันเองนักการเมืองที่ดีจึงเป็นนักการเมืองที่ปฏิบัติตามกรอบกติกาเพื่อรักษาไว้ซึ่งกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่ตะแบงละเมิด
     
     ประการที่สอง  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีจริยธรรมทางการเมือง (Political Ethics) ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะรวมจริยธรรมอยู่ด้วยแต่จริยธรรมทางการเมืองอาจจะเป็นรายละ เอียดที่อยู่นอกกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็นกรอบใหญ่ประเด็นเรื่องจริยธรรมทางการเมืองจะ เกี่ยวข้องกับความถูกต้องตามกฎหมาย ความชอบธรรมทางการเมือง และความน่าเชื่อถือรวมทั้งศรัทธา การกระทำอันใดก็ตามถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมายจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงถ้าเกิดผลเสียตามมา จริยธรรมทางการเมืองจะเป็นเครื่องชี้แนวทางในการปฏิบัติ ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองจะทำ หน้าที่เสมือนจิตวิญญาณของระบบการเมืองในภาพรวม 
     
      ประการที่สาม  นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักการเมืองที่ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม ไม่ว่าจะในฐานะสมาชิกรัฐสภาหรือรัฐมนตรีจะต้องมีความรู้ทางการเมือง(Political Knowledge) ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้คือความรู้ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม มีวิชาหนึ่งวิชาที่เริ่มต้น ในอังกฤษเป็นที่ทราบกันว่าเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาการเมือง ความรู้เกี่ยวกับการเมือง และ เศรษฐศาสตร์  หรือที่เรียกว่า PPE (Philosophy, Politics and Economics) วิชาดังกล่าวนี้ มีแนวคิดที่ว่า การบริหารประเทศนั้นจะต้องกระทำโดยบุคคลที่มีความรู้ทางการเมือง อันรวมถึงความรู้ ทางสังคมด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจ ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและ ระหว่างประเทศ แต่ที่สำคัญจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาทางการเมือง ซึ่งปรัชญาทางการเมือง นั้นจะรวมทั้งอุดมการณ์และจริยธรรมเพื่อเป็นเครื่องชี้นำในการปฏิบัติ นักการเมืองที่มีความรู้ครึ่งๆกลางๆ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดเนื่องจากขาดข้อมูลและความรู้ที่ สำคัญขาดอุดมการณ์ที่จะเป็นเครื่องชี้นำ

     ประการที่สี่  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีประสาทสัมผัสทางการเมือง (Political Sense) ความสามารถในการเข้าใจนัยสำคัญทางการเมืองอันเกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลในทางลบหรือทางบวกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการอ่านสถานการณ์ ทางการเมืองที่ผิดพลาดอาจจะนำไปสู่ความสูญเสียอย่างมหาศาล กระบวนการทางการเมืองที่เริ่มต้น จากคนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนไม่สำคัญเนื่องจากการอ่านสถานการณ์ที่ผิดพลาด อาจจะนำไปสู่ การขยายขอบข่ายอย่างกว้างขวาง เป็นผลร้ายทางการเมืองได้  ดังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
     
     ประการที่ห้า  นักการเมืองที่ดีคือนักการเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ทางการเมือง (Political Mood) ของสังคม  การขาดความเข้าใจอารมณ์ทางการเมืองของสังคม จะนำไปสู่ความ เสียหายทางการเมืองอย่างหนักอารมณ์ทางการเมือง สามารถจะกระตุ้นปลุกเร้าให้เกิด ขึ้นโดยขบวนการทางการเมือง ความไม่เข้าใจอารมณ์ทางการเมืองย่อมบ่งชี้ถึงการขาดประสาท สัมผัสทางการเมือง เพราะทั้งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น
     
     คุณสมบัติทั้งห้าประการดังกล่าวมานั้นเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็ว ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรัฐบุรุษด้วย เพราะการเป็นรัฐบุรุษจะต้องเริ่มต้นจากการ เป็นนักการเมืองที่ดี  นักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็จไม่จำกัด เฉพาะผู้ที่สามารถชนะ การเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงเท่านั้น แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษอันเป็นที่ยอมรับ ของ คนทั่วไปว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถ  เสียสละ  ซื่อสัตย์  สุจริต  มีความเป็นผู้นำ ที่สง่างามน่าเชื่อถือ  เปี่ยมด้วยบารมี  มีอุดมการณ์และจริยธรรมที่ดีจนเป็นแบบอย่างสำหรับคนทั่วไปได้
(ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน  ราชบัณฑิต)